ชื่อการรับฟัง
ผู้ได้รับผลกระทบ
ความเป็นมา (สภาพปัญหาและเป้าหมาย)
แม้พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ จะมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่การคุ้มครองความเท่าเทียมระหว่างเพศในประเทศไทยยังคงมีช่องว่างทางกฎหมายที่เกิดขึ้นอยู่หลายประการโดยในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะผู้รับผิดชอบการบังคับใช้พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้ดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ พบว่าสมควรปรับปรุง แก้ไข และเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากมีปัญหาเชิงเนื้อหาสาระของพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ รวมทั้งปัญหาในเชิงระบบและโครงสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘
คำอธิบายหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น
โดยที่กฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศอย่างเพียงพอและสมควรปรับปรุงใหม่ โดยกำหนดนิยามคำว่าการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศและนิยามอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี แก้ไของค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวให้มีความเหมาะสมและชัดเจนมากยิ่งขึ้น แก้ไขเพิ่มเติมหลักการคุ้มครองบุคคลจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หลักเกณฑ์การยื่นคำร้อง ข้อยกเว้น หลักเกณฑ์การตรวจสอบการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ตลอดจนหลักเกณฑ์การชดเชยและเยียวยาความเสียหายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกเลือกปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดำเนินการยกเลิกบทกำหนดโทษทางอาญามาเป็นโทษทางปกครองแทน และให้ค่าปรับทางปกครองเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ดังนี้
(๑) แก้ไขนิยามคำว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” ให้ครอบคลุมถึงการใช้ความรุนแรงและการคุกคามทางเพศ โดยให้ เพศ หมายความว่า วิถีทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ หรือคุณลักษณะทางเพศ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓)
(๒) เพิ่มเติมนิยามคำว่า “การเลือกปฏิบัติทางตรง” “การเลือกปฏิบัติทางอ้อม” “วิถีทางเพศ” “อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ” “การแสดงออกทางเพศสภาพ” “คุณลักษณะทางเพศ” “การใช้ความรุนแรงเพราะเหตุแห่งเพศ” และ “การคุกคามทางเพศ” (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓)
(๓) เพิ่มเติมนิยามคำว่า “ผู้เสียหาย” “ผู้กระทำการแทนผู้เสียหาย” และ “องค์การภาคประชาสังคม” (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓)
(๔) แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ โดยให้ประธานกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และแก้ไขอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้มีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลงโทษปรับในทางปกครอง รวมทั้งอำนาจของคณะกรรมการ วลพ. ในการกำหนดมาตรการบังคับทางปกครอง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๕ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๓๔)
(๕) แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ โดยเพิ่มจำนวนกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนและด้านนิติศาสตร์เป็นจำนวนด้านละ ๒ คนเท่ากัน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓)
(๖) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ โดยกำหนดให้มีอำนาจในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคู่กรณีได้ รวมถึงสามารถกำหนดค่าชดเชยและเยียวยาความเสียหายได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอจากผู้ร้องเพียงอย่างเดียว (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔ เพิ่มเติมมาตรา ๑๙/๑ และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๔)
(๗) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของกรมในการสนับสนุนการไต่สวน การพิจารณา การทำคำวินิจฉัย ตลอดจนติดตามและสอดส่องดูแลให้คู่กรณีปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๖)
(๘) แก้ไขเพิ่มเติมหลักการคุ้มครองบุคคลจากการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคคล ครอบคลุมในด้านการทำงาน การดูแลสุขภาพอนามัย สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ทางสังคม สินค้าและบริการ และสิทธิประโยชน์อื่นใด ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ โดยยกเลิกข้อยกเว้นในเรื่องการปฏิบัติตามหลักการทางศาสนา หรือเพื่อความมั่นคงของประเทศ และเพิ่มเติมข้อยกเว้นในเรื่องการกระทำมีความเหมาะสม จำเป็น และสามารถพิสูจน์วัตถุประสงค์ได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศเป็นการเฉพาะเจาะจง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๗)
(๙) แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การยื่นคำร้องเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ให้ครอบคลุมทั้งผู้เสียหาย ผู้กระทำการแทนผู้เสียหาย รวมถึงให้สิทธิแก่องค์การภาคประชาสังคม และแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องเรียกค่าเสียหายให้สอดคล้องกับหลักการที่แก้ไขใหม่ การได้รับการชดเชยเยียวยาตามมาตรา ๒๖ ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายในอันที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดต่อศาลที่มีเขตอำนาจ โดยให้นำมาตรา ๑๘ วรรคสี่และวรรคห้ามาใช้บังคับโดยอนุโลม (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๗)
(๑๐) แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบการเลือกปฏิบัติ โดยกำหนดภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศให้ตกแก่คู่กรณีหรือ คู่ความที่ถูกกล่าวหา แทนที่จะให้ผู้เสียหายเป็นผู้พิสูจน์ว่าตนได้รับความเดือดร้อนจากการการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอย่างไร (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๘)
(๑๑) แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์โดยเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในคดีปกครอง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙)
(๑๒) เพิ่มหลักเกณฑ์และกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (เพิ่มเติมมาตรา ๑๙/๑)
(๑๓) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจในการออกคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ให้เป็นไปตามแนวทางการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๐)
(๑๔) แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอำนาจของกรรมการ วลพ. อนุกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งคณะกรรมการ วลพ. มอบหมาย ในการเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งมีหมายค้น โดยให้นำกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับในการออกหมายค้นโดยอนุโลม (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง (๑))
(๑๕) แก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศสามารถกำหนดค่าชดเชยและเยียวยาความเสียหายได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอจากผู้ร้อง ทั้งนี้ ให้ผู้มีสิทธิยื่นคำขอเพื่อขอรับการชดเชยและเยียวยาครอบคลุมถึงผู้เสียหาย ผู้กระทำการแทนผู้เสียหาย และองค์การภาคประชาสังคมด้วย (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๔ และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕)
(๑๖) แก้ไขเพิ่มเติมที่มาของกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศโดยเพิ่มเงินค่าปรับทางปกครองที่ได้รับจากการลงโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนด้วย (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙)
(๑๗) ดำเนินการยกเลิกบทกำหนดโทษทางอาญาในหมวด ๖ และแก้ไขเป็นมาตรการบังคับทางปกครองแทน (แก้ไขหมวด ๖ และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๔) โดยให้คณะกรรมการ วลพ. มีอำนาจดำเนินการประการหนึ่งหรือหลายประการ ดังต่อไปนี้ (๑) มีคำสั่งตักเตือนให้ปฏิบัติโดยถูกต้อง ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน หรือประกาศโฆษณา เผยแพร่คำวินิจฉัยเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน และหรือ (๒) มีคำสั่งให้ผู้นั้นชำระค่าปรับทางปกครองตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ สทพ. กำหนดสำหรับการกระทำความผิดแต่ละครั้ง และให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับ และในกรณีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการบังคับตามคำสั่ง ให้อธิบดีมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับ ในการนี้ถ้าศาลปกครองเห็นว่าคำสั่งให้ชำระค่าปรับนั้นชอบด้วยกฎหมายก็ให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและบังคับคดีให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าปรับได้ (๓) ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้แจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการดำเนินการทางวินัยที่เกี่ยวข้องกับการกระทำนั้น
ผู้เกี่ยวข้อง
- ประชาชนทั่วไป
- เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง
- ผู้เชี่ยวชาญ/นักกฎหมาย/นักวิชาการ
- หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
เหตุผลความจำเป็นของการให้มีระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการหรือการกำหนดโทษอาญา รวมทั้งหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
ระบบคณะกรรมการ
-แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ โดยให้ประธานกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงการทำงานของคณะกรรมการทั้งสองให้เป็นเนื้อเดียวกันมากยิ่งขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๕)
-แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศโดยเพิ่มจำนวนกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนและด้านนิติศาสตร์เป็นด้านละ ๒ คนเท่ากัน จะสร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างมุมมองความรู้ทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องรอบคอบของการพิจารณาการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศให้ดีมากยิ่งขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓)
การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
๑. แก้ไขอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้มีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลงโทษปรับในทางปกครอง โดยเพิ่มมาตรการบังคับทางปกครอง มาแทนการใช้บทกำหนดโทษทางอาญา (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ และมาตรา ๓๔) เพื่อลดการใช้มาตรการลงโทษทางอาญาโดยไม่เป็นจำเป็น อีกทั้งยังเป็นมาตรการบังคับที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ที่มุ่งส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศของบุคคลบนพื้นฐานของการสร้างความเข้าใจที่จะนำไปสู่การยอมรับความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างยั่งยืนมากกว่าการมุ่งควบคุมหรือลงโทษบุคคลที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้
๒. แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจในการออกคำสั่งของคณะกรรมการ วลพ. โดยให้เป็นไปตามแนวทางการใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งของคณะกรรมการ วลพ. ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ สทพ. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๐) เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ วลพ. ในมาตรา ๒๐ (๑) ของฉบับเดิมยังขาดประสิทธิภาพ จึงควรกำหนดกรอบในการใช้ดุลพินิจเพื่อให้คณะกรรมการ วลพ. สามารถดำเนินการออกคำสั่งและมีแนวทางการใช้ดุลพินิจที่มีความชัดเจนและสามารถใช้ในทางปฏิบัติได้